คลังเก็บป้ายกำกับ: ตำนานลี้ลับ

ตำนาน-เมืองลับแล

ตำนาน เมืองลับแล เมืองแห่งความลับ ใครเข้าไปได้ถือว่าโชคดี

ตำนาน เมืองลับแล เมื่อกล่าวถึงตำนานของไทยที่เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมา เมืองลับแล เป็นอีกหนึ่งตำนานที่มีการพูดถึง

เมืองลับแล มีอยู่จริง ตั้งอยู่ทางภาคเหนือ จังหวัด อุตรดิตถ์ แต่ว่าคำบอกเล่าตำนานของเมืองลับแลนั้นเป็นที่เล่าขานสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน โดย ชื่อว่า ลับแล นั้นก็ได้มาจากการตั้งมา คือหมู่บ้านลับแลนี้ มีเส้นทางที่คดเคี้ยว เข้าไปยากมาก จึงได้ถูกตั้งชื่อให้ว่าบ้านลับแล แปลได้ว่าเป็นเมืองที่เป็นที่ลับไม่สามารถแลเห็นได้

เมืองลับแล

แต่ทว่า ตำนานของเมืองลับแลทางด้านความเชื่อ นั้น ได้มีการกล่าวอีกอย่าง โดยในสมัยก่อนมีความเชื่อว่าภายในเมืองลับแลนี้ มีเมืองที่ซ่อนอยู่ในป่าที่คนทั่วไปไม่สามารถเข้าไปถึงได้ แต่ว่าได้มีคนผู้หนึ่งอ้างว่าตนได้หลุดเข้าไปในเมืองลับแลนั้นจริงๆ และก็ได้ออกมาจากเมืองนั้นอย่างปลอดภัยและนำเรื่องราวของเมืองลับแลที่ตนได้พบนั้นมาเล่าให้คนข้างนอกได้รับรู้

เรื่องเมืองลับแลจากชายที่อ้างว่าเคยได้เข้าไปมา ได้บอกว่าวันหนึ่งตนได้ออกไปหาของป่า เมื่อเดินเข้าไปในป่าเรื่อยๆ ก็ตามเก็บของป่าจนลืมดูเวลา จนตะวันใกล้ตกดินจึงรีบหาทางกลับแต่ว่า เมื่อเดินไปเรื่อยๆ กลับไม่เจอทางออก พอตัดสินใจเดินทางต่อไปก็ยิ่งลึก จนมั่นใจแล้วว่าตนได้หลงป่าเข้าแล้ว จึงได้หาที่นอนพักรอให้ถึงเช้า เพื่อหาทางกลับบ้าน แต่พอเมื่อตื่นมาตอนเช้าก็ได้รู้สึกตัวเพราะมีคนมาปลุก เป็นชายแก่คนหนึ่ง ได้ถามว่ามานอนอะไรตรงนี้และมาจากที่ไหน

ชายหลงป่าจึงได้บอกไปว่าตนได้หลงป่า จากนั้นชายแก่ก็ให้ตามไปและชายคนนั้นก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนั้น ได้ชอบคอกับลูกสาวของตาแก่ที่พาตนเองมา แต่ว่าสิ่งที่ชายแก่เตือนตลอดว่ามาอยู่ในเมืองแห่งนี้ห้ามพูดโกหกเด็ดขาด หลังจากที่ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ ชายหลงป่าก็ได้มีลูกคนหนึ่งกับลูกสาวชายแก่ เวลาผ่านไปหลายปี จนมีวันหนึ่งชายหลงป่าได้พลาดพูดโกหก กับลูกของตนเองด้วยความไม่ตั้งใจ

ป่าลับแล

เมียของตนเมื่อรู้ว่าสามีตัวเองได้ทำผิดกฎของหมู่บ้านจึงจำใจที่จะต้องไล่สามีตัวเองออกไปจากเมือง แต่ก่อนไปทางภรรยาได้ห่อของให้กับสามีเพื่อกลับไปโลกปกติ แต่เป็นห่อของที่หนักมาก เมื่อภรรยาเดินไปส่งสามี ก็ได้บอกให้สามีเดินตรงไปเรื่อยๆ ก็จะพบกับหนทางให้ไปต่อ จากนั้นทั้งสองก็กอดกันและลากันไปแบบจำใจ เมื่อชายหลงป่าเดินออกมาก็พบกับถนนที่มีรถวิ่งผ่านจากนั้นก็ได้อาศัยรถของชาวบ้านกลับไปที่บ้านเกิดของตัวเอง

เมื่อไปถึงบ้าน ก็พบว่าตนได้หายตัวไปถึง 10 ปี โดยชายคนนี้ก็ได้เล่าว่าตนได้หลุดเข้าไปพบกับเมืองหนึ่งที่ตั้งอยู่ในป่าลึกและได้มีครอบครัวใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนั้น แต่ตนทำผิดกฎของหมู่บ้านจึงถูกไล่ออกมา เมื่อนึกขึ้นได้ว่าภรรยาในเมืองป่าลึกได้ให้ห่อของสิ่งหนึ่งมาจากป่าด้วย จึงได้รีบกลับไปเปิดดูสิ่งของที่อยู่ในนั้นปรากฏว่าเป็นทองคำมากมายที่อยู่ในห่อ มีชาวบ้านอีหลายคนมี่เคบพบเจอกับเมืองในป่า แห่งนี้ แต่ไม่สามารถเข้าไปถึงได้ จึงได้ตั้งชื่อให้ว่า เมืองลับแล

ตำนานผีปอบ ความเป็นมาของผีในตำนานของคนไทย ที่ยังมีมาจนปัจจุบัน

ชาวไทยมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องลี้ลับ เรื่องเหนือธรรมชาติ อย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องผี และผีไทยที่ทั่วโลกรู้จักก็คือ ผีปอบ

เมื่อพูดถึง ผีปอบ คนไทยทุกคนจะรู้จักแบบไม่ต้องคิดเลย ผีปอบ เป็นความเชื่อของชาวไทยทางภาคอีสาน ตำนานผีปอบ มีมาหลายร้อยปี ได้มีการทำพิธีขับไล่ปอบในทุกๆปี จนถึงในยุคปัจจุบันก็ยังมีการไล่ปอบหลงเหลืออยู่ วันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานความเป็นมาของผีปอบว่า ผีปอบกำเนิดมาอย่างไร ทำไมชาวอีสานถึงหวาดกลัวกับผีปอบ

ปอบ

ผีปอบ เป็นตำนานความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องลี้ลับของชาวไทยภาคอีสาน ไปจนถึงแถบภาคเหนือ ที่จัดว่าเป็นผีประชาติของคนไทยเลยก็ว่าได้ เพราะได้มีการนำเรื่องราวของผีปอบไปสร้างเป็นภาพยนตร์หลายต่อหลายภาค ลักษณะของผีปอบตามคำบอกเล่าของคนที่พบเห็นจะบอกเหมือนกันว่าเป็น ผู้หญิงแก่ ที่มีผมยาวปิดหน้าปิดตา มีฟันและเล็บที่แหลมคม สิ่งที่ผีปอบชอบนั้นก็คือเครื่องใน และมักปรากฏตัวให้พบเห็นในเวลากลางคืน

ผีปอบกินตับ

ตามความเชื่อและคำบอกเล่าของชาวไทยภาคอีสานเชื่อว่า ผีปอบ เป็นวิญญาณร้ายที่เข้ามาสิงในร่างของคน โดยที่มักจะไปสิงคนชราที่มีโรคภัยไข้เจ็บเป็นคนที่มีร่างกายอ่อนแอนั่นเอง จะทำให้วิญญาณปอบเข้าไปสิงได้ ใครที่โดนปอบสิง ตกกลางดึกจะออกไปหาจับเป็ดจับไก่กินสดๆ ส่วนร่างกายของผู้ที่ถูกสิงก็จะค่อยถูกกลืนกินเครื่องในไปเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ร่างนั้นใช้การไม่ได้แล้ว ปอบก็จะออกจากร่างนี้ เจ้าของร่างก็จะตายลง ปอบก็จะไปหาสิงที่ร่างใหม่แทน

ไล่ปอบ

อีกความเชื่อ ของผีปอบ คือก่อนกลายเป็นปอบได้เคยเป็นคนมาก่อน แต่ว่าคนผู้นั้นได้มีการเรียนรู้เคล็ดลับวิชาศาสตร์เวทย์มนต์ทางสายดำเพื่อนำไปทำสิ่งไม่ดี เมื่อรับวิชามากขึ้นทำให้คุมเวทย์มนต์ดำของตนเองไม่ไหว พลังของมนต์ดำได้ตีกลับเข้าร่างของตัวเอง จนทำให้คนผู้นั้นกลายเป็นผีปอบ ในทุกๆ คืนจะกลายร่างออกไปหาของดิบกิน

จับปอบ

เมื่อปอบได้สร้างความหวาดกลัวและความเดือดร้อนให้ชาวบ้านจนในที่สุด ชาวบ้านก็ได้รวมตัวกันหาผู้ที่มีวิชาอาคมมาทำพิธรกรรมไล่ผีปอบโดยเล่าว่าผู้มีอาคมจะทำการใช้มีดหมอไล่ฟันปอบจับใส่ไหแล้วปิดด้วยผ้ายันต์ที่ลงอาคมไว้ แต่ว่า ปอบ ไม่ได้มีแค่ตัวเดียวบางครั้งมีมากกว่าสองตัว ชาวบ้านก็รวมกลุ่มกันไล่จับ จนในปัจจุบันบางพื้นที่ในภาคอีสาน ยังมีการทำพิธีไล่ปอบอยู่ เพื่อเป็นการป้องกันสิ่งชั่วร้ายและความสบายใจของคนในหมู่บ้าน

ไล่ปอบ

ในปัจจุบันเรื่องผีปอบก็ได้กลายเป็นตำนานลี้ลับ ของชาวไทยในภาคอีสาน ที่ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ แต่ตำนานของปอบยังคงอยู่คู่กับคนไทยเพราะได้มีภาพยนตร์เกี่ยวกับผีปอบออกมาให้เราได้รับชมกันอยู่ตลอด ไม่ว่าจะยุคไหน ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของผีในประเทศไทยก็ยังคงหลงเหลือกลิ่นอายที่ชวนคิด ชวนค้นหา และเป็นตำนานลี้ลับต่อไป

พญาครุฑ

ตำนาน พญาครุฑ

ตำนาน พญาครุฑ มีการเล่าสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมีการพูดถึงว่า พญาครุฑ หรือ ครุฑ

ตำนาน พญาครุฑ เป็นสัตว์เทพในตำนาน ที่มีลักษณะร่างกายครึ่งบนเป็นนก ครึ่งร่างเป็นมนุษย์ หรือเรียกให้เข้าใจง่ายคือ ครึ่งมนุษย์ครึ่งนก มีรูปร่างใหญ่โตน่าเกรงขามและมีความสง่างาม ครุฑ ในความเชื่อเป็นสัตว์ที่เป็นพาหนะของพระนารายณ์ ในปัจจุบัน ครุฑถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ ทางราชการ เรียกว่า “ตราครุฑ”

ครุฑ

สาเหตุที่ ครุฑ ถูกนำมาใช่เป็นตราในทางราชการหรือมีบริษัทหลายๆ แห่งนำไปใช้เพราะมีความเชื่อที่ว่า ครุฑ เป็นสัตว์เทพที่ได้รับพรจากพระนารายณ์ ให้เป็นอมตะ ไม่มีอาวุธชนิดใดสามารถทำร้ายพญาครุฑได้ ด้วยความเชื่อจากเรื่องเล่าในตำนาน ที่สืบทอดกันมา จึงนำครุฑมาทำเป็นสัญลักษณ์ ที่ใช้ในการปราบและป้องกันสถานที่ๆ มีความเฮี้ยน มีอาถรรพ์  มักจะนำตราครุฑมาใช้ในการป้องกันจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆ

 

 

ครุฑ ยังมีความหมายอื่นอีก คือ แสดงถึงความยิ่งใหญ่ เป็นตัวแทนของกษัตริย์ อำนาจ ความรุ่งเรือง ใครที่บูชาครุฑก็จะทำให้มีผู้นับหน้าถือตา และชีวิตก้าวหน้าเจริญรุ่งเรืองในการทำกิจการต่างๆ ทำให้ในปัจจุบันมีการนำครุฑ มาใช้เป็นสัญลักษณ์ ที่รู้จักกันในชื่อว่า ตราครุฑ ได้มีการนำมาใช้กับทางราชการ เป็นส่วนใหญ่ ตราครุฑ เป็นตราที่มีความศักดิ์สิทธิ์มาก บางคนก็นำมาใช้ในการป้องกันสิ่งไม่ดี อาถรรพ์ หรือแม้แต่สิ่งที่มองไม่เห็น

ตราครุฑ

นี่ก็เป็นตำนานความเชื่อของ พญาครุฑ ที่เราได้ยินผ่านนิทาน เรื่องเล่าในวรรณคดี ในวัยเด็กจนถึงปัจจุบันว่า พญาครุฑ มีความเชื่อ ความเป็นมาอย่างไร ทำไมทางราชการจึงใช้ครุฑ เป็นสัญลักษณ์สำคัญ ใครที่ต้องการบูชาครุฑ เพื่อให้เป็นสิริมงคล ต่อชีวิต ก็สามารถสวดคาถาบูชา ครุฑ ตามนี้ได้เลย

สวดคาถาบูชาพญาครุฑ

คะรุปิจะ กิติมันตัง มะ อะ อุ

โอมพญาครุฑ รุจ รุจ แล้วรวย
นะได้เงิน นะได้ทอง นะเจริญ
นะมั่นคง นะได้ทรัพย์ นะเมตตา
อิติปิโสภะคะวาพระพุทธเจ้าสั่งมา
พญาครุฑล้างอาถรรพณ์
อิติคงเนื้อ อิติคงหนัง
พญาครุฑยันติ อภิปูยาจามิ  ”

“ พญาครุฑจะผุด มนุษย์จะเกิด
พุทธังแคล้วคลาด
ธัมมังแคล้วคลาด
สังฆังแคล้วคลาด
องค์พระพุทธเจ้าย่างบาท
นะปัจจะโยโหนตุ  ”

เสาชิงช้า

ตำนาน เสาชิงช้า

ตำนาน เสาชิงช้า หลายคนคงเคยเห็นเสาชิงช้าสูง 21 เมตร ใจกลางกรุงเทพ ที่ตั้งอยู่หน้าวัดสุทัศน์

ตำนาน เสาชิงช้า ไม่ว่าจะเห็นจริงๆ หรือเห็นผ่านรูปภาพ ก็คงเห็นว่าสวยเป็นเอกลักษณ์ แต่คงไม่คิดว่าเสาชิงช้าที่ตั้งอยู่แบบนั้นในอดีตเคยมีตำนานและความเป็นมาอย่างไร

ตำนาน-เสาชิงช้า

เสาชิงช้าสีแดงที่เราเห็นอยู่นั้นในอดีตเคย ถูกใช้งานจริง ไม่ใช้แค่สร้างไว้ให้เป็นอนุสรณ์ โดยการใช้งานของเสาชิงช้าก็คือ การใช้ในพิธีกรรมของ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู  โดยถูกเรียกว่า พิธีพะโล้ชิงช้า หรืออีกชื่อคือการ พิธีตรีปวาย โดยเป็นความเชื่อของทาง พราหมณ์-ฮินดู  ว่าเป็นการต้อนรับการมาของพระอิศวร ที่เป็นองค์เทพที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จึงได้ทำพิธีต้อนรับด้วยการโล้ชิงช้า ทำให้มีการโล้ชิงช้าสืบกันมาจนถึงในสมัยราชการที่ 7 จึงสั่งให้มีการยุติพิธีกรรมนี้ลง

ซึ่งสาเหตุที่มีการสั่งให้ยุติพิธีกรรมนี้ก็คือ ในการโล้ชิงช้าในแต่ละปีนั้นได้มีคนตกลงมาเสียชีวิตทุกปี และได้นำศพไปฝังไว้ใต้ดินบริเวณเสาชิงช้าเพื่อเป็นการบรวงสรวงต่อเทพ สำหรับคนที่ตกลงมาเสียชีวิตนั้นก็เป็นความประสงค์ เต็มใจพร้อมที่จะสละชีวิต เพราะเชื่อว่าเป็นการมอบวิญญานต่อองค์เทพ แต่ว่าหลายคนมองว่าเป็นพิธีที่มีความน่ากลัวและมีการสูญเสียมากเกินไป จึงได้มีการสั่งให้ยุติพิธีกรรมนี้ลงไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 เป็นต้นมา

ตำนานเสาชิงช้า

แต่ว่าหลังจากที่ได้ยุติพิธีกรรมก็ได้เกิดเรื่องอาถรรพ์ต่างๆ ขึ้นมากมาย โดยเล่ากันว่ามีคนพบเจอวิญญาณของคนที่เคยเสียชีวิตบริเวณเสาชิงช้า ยังวนเวียนอยู่แถวนั้น จนมีชาวบ้านแถวนั้นไปกราบไหว้ขอเลขเด็ดกัน แต่เนื่องด้วยจุดที่ชิงช้าเป็นใจกลางเมืองกรุง และเสาชิงช้าเป็นสถานที่พิธีของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู  จึงไม่ให้มีการนำดอกไม้มากราบไหว้เหมือนสถานที่อื่นๆ

แต่ในปัจจุบันเสาชิงช้าได้กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเป็นสถานที่สำคัญที่ชาวต่างชาติมาเยี่ยมชมกัน ในกรุงเทพฯ เมื่อมีคนถามว่าใจกลางกรุงฯ อยู่ตรงไหน ก็บอกได้เลยว่า เสาชิงช้า นั่นเอง

งากำจาย

ตำนาน งากำจาย

ตำนาน งากำจาย

ตำนาน งากำจาย บางคนได้ยินอาจจะส่ายหน้าเพราะว่าไม่รู้ว่า “งากำจาย” คืออะไร งากำจาย มีชื่อเรียกหลายชื่อ งากำจาย งากำจัด หรือ งากระเด็น เรียกตามความเชื่อแต่ละถิ่นฐาน งากำจายเป็นเครื่องรางชนิดหนึ่งที่มีมาแต่เนิ่นนาน มีความศักดิ์สิทธิ์โดยที่ไม่ต้องทำการปลุกเสกแต่อย่างใด แต่ว่าพบเจอได้ยากมาก งากำจาย คืองาช้างนั่นเอง แต่ว่าเป็นงาช้างที่แตกหักหรือหลุดออกมาจากช้างเองโดยธรรมชาติ จึงทำให้งากำจายเป็นสิ่งที่หายากและหลายคนอยากมีไว้ครอบครอง

ตำนาน-งากำจาย

งากำจาย เป็นเครื่องรางที่พบเจอได้ยากมาก เพราะต้องรอให้งาช้างมีการแตกหักแล้วงาหลุดออกมา โดยการแตกหักของงาช้างนั้น ต้องมาจากธรรมชาติเท่านั้น ถ้าเราไปทุบหรือตัดงาออกมาถือว่าชิ้นส่วนนั้นไม่ใช่งากำจาย การที่จะได้งากำจ่ายนั้นต้องรอตอนที่ช้างมีการต่อสู้โดยใช้งาเข้าปะทะกันจนงาได้รับความเสียหายหลุดออกมา หรือช้างที่ตกมันแล้วใช้งางัดกับต้นไม้จนเศษงาหลุดออกมา นั่นจึงถูกเรียกว่า “งากำจาย

ความศักดิ์สิทธิ์ของงากำจายไม่ได้มีเท่านี้ การที่จะเป็นผู้ครอบครองงากำจายได้ต้องเป็นผู้ที่ถูกเลือกเท่านั้น เจ้าของช้างก็ไม่สามารถถือตัวเป็นเจ้าของได้ ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า มีเจ้าของช้างเชือกหนึ่งได้ผูกช้างของตนไว้กับต้นไม้ใหญ่ ใกล้แม่น้ำ เมื่อเวลาผ่านไปก็ได้กลับมาดูพบว่างาของช้างได้มีร่องรอยแตกหักออกจากการงัดกับต้นไม้ ทางเจ้าของก็ดีใจรีบตามหางากำจายที่ร่วงหล่นอยู่บริเวณนั้น แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ แต่ว่ามีชาวบ้านได้ฝันว่ามีงากำจายตกอยู่บริเวณต้นไม้ใหญ่ริมแม่น้ำ ตื่นเช้ามาจึงได้รีบไปดูและพบกับงากำจาย

งากำจัด

ตามความเชื่อใครที่ได้งากำจายไปครอบครองจะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน พูดสิ่งใดไปใครก็เชื่อฟัง เป็นสิริมงคลต่อตัวเอง เป็นเครื่องรางที่หายากและมีราคาแพงมาก งากำจายที่ขลังที่สุดจะเป็นการพบเจอจากในป่าซึ่งเกิดจากช้างป่านั้นยิ่งจะทำให้งากำจายมีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น งากำจายเป็นตำนานเรื่องเล่าที่น้อยคนจะเคยได้ยินเพราะเป็นสิ่งของที่หายาก รู้จักแค่ในกลุ่มคนที่ชอบเครื่องรางของขลัง ส่วนศัพท์ที่เรียกก็มีเรียกหลายแบบ แต่ว่าความวิเศษของงากำจายนั้นหลายคนที่ให้ความคิดเห็นต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นของจริง เพราะช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย

เสาตกน้ำมัน

ตำนาน เสาตกน้ำมัน

ตำนาน เสาตกน้ำมัน

ตำนาน เสาตกน้ำมัน เป็นเรื่องเล่าต่อๆ กันมาตามความเชื่อของคนไทย เสาตกน้ำมันจะเป็นเรื่องเล่าที่เชื่อกันอย่างมากในต่างจังหวัด โดยลักษณะของเสาตกน้ำมันที่เล่าถึงกันนั้น คือ เป็นเสาไม้ที่นำมาสร้างเป็นเสาของบ้านเรือนที่พักอาศัย แต่ว่าความผิดปกติก็คือจะมีน้ำดำๆ ไหลออกมาจากไม้ ทำให้เสาทั้งเสาถูกปกคลุมไปด้วยน้ำยางดำๆ ใสๆ ที่มีกลิ่นและลักษณะคล้ายกับน้ำมันมาก ชาวบ้านจึง เรียกว่า เสาตกน้ำมัน แต่ว่าความบังเอิญหรือไม่ทราบด้วยเหตุใด บ้านหลังไหนที่มีเสาตกน้ำมันนั้น เสาต้นนั้นมักจะถูกปักไว้ตรงบริเวณกลางบ้าน นั่นคือความแปลกอีกอย่างหนึ่ง

ตำนานเสาตกน้ำมัน

การที่เรื่องเสาตกน้ำมันกลายเป็นตำนาน ไม่ใช่แค่ความแปลกที่มีน้ำมันไหลออกมา แต่ด้วยเพราะว่ามีอาถรรพ์ ต่างๆ ที่มักจะมีเรื่องเล่าว่าภายในเสาตกน้ำมันต้นนี้ มีนางไม้หรือเจ้าที่สิงสถิตอยู่ จึงทำให้เสาตกน้ำมันมีชาวบ้านที่เชื่อนำดอกไม้ธูปเทียนมากราบไหว้กันมากมายเพื่อขอ โชคลาภ โดยเฉพาะนักเสี่ยงโชคทั้งหลาย ที่ทำการทาแป้งลงบนเสาและก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมีรูปลักษณะที่ปราฏกออกมาคล้ายกับตัวเลขต่างๆ ชาวบ้านก็นำตัวเลขที่เห็นไปตีเป็น เลขเด็ด และทำการไปซื้อล็อตเตอรี่ เพื่อเสี่ยงดวงกันมากมาย และก็ไม่น่าเชื่อที่มีชาวบ้านมากมายที่สมหวังตามคำขอ ถูกรางวัลน้อยใหญ่ และก็นำสิ่งของมากมาย มาแก้บน และเสาตกน้ำมันก็ถูกเป็นเรื่องเล่าต่อๆ กันมา

เมื่อมีข่าวว่าบ้านหลังไหนมีเสาตกน้ำมัน ก็จะมีชาวบ้านระแวกนั้นแวะเวียนไปเยี่ยมชมและกราบไหว้บูชากันอย่างหนาตา เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงขึ้นมาทันที แต่ในเรื่องความน่ากลัวก็มีเล่า ด้วยว่าตอนกลางดึกมีคนพบเห็นผู้หญิงที่มีรูปร่างสวยงาม แต่งตัวด้วยผ้าสไบ เดินวนไปมาอยู่แถวๆ เสาตกน้ำมัน หรือบ้างก็มีการมาเข้าฝันกับเจ้าของบ้านหรือชาวบ้านบางคนที่ไปกราบไหว้ ก็นำเรื่องที่พบเจอและฝันมาเล่าสู่กันฟัง สำหรับใครที่ชอบเรื่องลี้ลับ ก็ลองไปหาสถานที่ๆ มีเสาตกน้ำมันเพื่อดูความน่าประหลาดที่เกิดขึ้นนี้ได้ ไม้ที่ตกน้ำมันส่วนใหญ่จะเป็นไม้สัก ไม้ตะเคียน ซึ่งแต่ละชนิดก็มีความเชื่อเรื่องลี้ลับในตัวเองอยู่แล้ว

เสาตกน้ำมัน

สำหรับความเชื่อทางเรื่องลี้ลับแล้ว ทางวิทยาศาสตร์ ก็มีการนำเรื่องนี้ไปศึกษาและออกมาพูดว่าภายในไม้แต่ละต้น มียางของไม้อยู่ เมื่อถูกตัดและตากแดดร้อนๆ เป็นเวลานานทำให้ต้นไม้เหล่านั้น มีน้ำยางไหลออกมา ซึ่งก็จะคาดการณ์ได้ว่า เสาบ้านที่ชาวบ้านเรียกว่าเสาตกน้ำมันนั้นเป็นยางไม้ของต้นไม้เท่านั้น ที่สามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ถึงอย่างนั้น เสาตกน้ำมันก็ได้ให้โชคลาภ สำหรับชาวบ้านที่มากราบไหว้ ทำให้ชาวบ้านไม่ได้คิดถึงเรื่องของวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามการที่เราจะเชื่อสิ่งใดก็ควรเชื่อแต่พอควร ไม่มีใครผิดที่กราบไหว้ เสาตกน้ำมันเพราะเป็นความเชื่อของส่วนบุคคล และก็ไม่มีใครผิดที่คิดว่านั่นเป็นเพียงยางไม้ที่ไหลออกมา สุดท้ายแล้วอยู่ที่ความพอดีของแต่ละบุคคล

นี่ก็เป็นตำนานของเสาตกน้ำมัน ที่ทางเราได้นำมาเล่าสู่กันฟังทั้งทางความเชื่อและทางวิทยาศาสตร์ ใครที่คิดว่าเสาตกน้ำมันนั้นเกิดขึ้นเพราะความอาถรรพ์ ลี้ลับ เรื่องเหนือธรรมชาติหรือเป็นแค่เรื่องของธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้ ก็ร่วมแสดงความคิดเห็นกันเข้ามาได้ทางเว็บ หวยเลขเด็ด ของเราครั้งต่อไปจะนำเรื่องลี้ลับ ตำนาน ของอะไรก็รอติดตามพวกเราไว้ได้เลย

พญานาค

ตำนาน พญานาคให้โชค ตำนานเรื่องลี้ลับ ความเชื่อที่มีมาอย่างยาวนานของไทย

ตำนาน พญานาคให้โชค

ตำนาน พญานาคให้โชค คนไทยเรามีความเชื่อที่คนไทยเล่าต่อๆ กันมาแต่โบราณนั่นคือ เรื่องของ”พญานาค” โดยมีตำนาน นิทาน วรรณคดี มากมายที่พูดถึง พญานาค ที่มีรูปลักญณ์เป็นงู ที่ตัวใหญ่มีเกล็ดเป็นมรกต เขียวสวยงาม เรื่องราวของพญานาคมีตำนานความเชื่อและเป็นที่นับถืออย่างมากในคนไทยทางภาคอีสาน และทุกๆ วัน จะมีข่าวเกี่ยวกับการพบเห็นรอยที่อ้างว่า เป็นพญานาค หรือแม้แต่มีอะไรที่มีรูปลักษณ์ ที่คล้ายกับพญานาค ก็จะมีชาวบ้านแห่มากราบไหว้บูชา เพื่อขอโชคลาภ เหมือนกับข่าวดัง ที่เรานำมาให้คอหวยทั้งหลายได้รับรู้เพื่อนำไปตีเป็นเลขหรือขอโชคลาภกันได้ เรื่องวันนี้เป็นเรื่องแปลกๆ ที่เรานำมาเสนอให้ เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี มีชาวบ้านพบต้นมะพร้าวขึ้นมามีรูปร่างแปลกๆ คดเคี้ยว ชาวบ้านแถวนั้นก็แห่กันไปดูเพื่อต้องการ
หวยดัง เลขเด็ด และพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า มีรูปร่างคล้ายกับพญานาค ที่เป็นรูปปั้นอยู่ตามวัด

ตำนาน พญานาคให้โชค

มีชาวบ้านในอำเภอมวกเหล็ก โพสรูปต้นมะพร้าวรูปร่างแปลกประหลาดลงบนเฟสบุ๊คส่วนตัว แล้วก็เกิดการแสดงความคิดเห็นกันต่างๆนาๆ ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ลงความเห็นเหมือนกันว่าต้นมะพร้ามต้นนี้มีรูปร่าง คล้ายกับพญานาคสัตว์ในตำนานที่เป็นความเชื่อของคนไทยมาอย่างยาวนาน และที่สำคัญที่ลำต้นที่มองดูแล้วเหมือนลำตัวของพญานาคนั้นมีการคดเหมือนกับตัวเลข ชาวบ้านแถวมวกเหล็กก็ทำการไปเอาธูปเทียนมาบูชา ถวายสิ่งของเพื่อขอพร และมีหลายคนที่เอาแป้งมาถูตามลำต้นของต้นมะพร้ามต้นนี้เพื่อหาเลขเด็ดเพื่อนำไปเป็นแนวทางในการเสี่ยงโชคในวันหวยออก ชาวบ้านที่ได้ข่าวก็แห่กันมาดู เพื่อต้องการที่จะขอหวยเลขเด็ด ตามแบบฉบับคนไทย ทำให้เรื่องนี้กำลังเป็นที่พูดถึงกันมากในวงการนักเสี่ยงดวงทั้งหลาย

มาดูกันว่าตรงลำต้นจะมีรูปทรงคล้ายๆ กับตัวเลขอย่างที่ชาวบ้านพูดกันจริงๆ  ถ้าตั้งใจและจินตนาการจะเห็นได้ว่ามีลักษณะเหมือนจะเป็นเลข 5 เลข 9 และ เลข 3 สังเกตได้จากตรงลำต้น ส่วนใบนั้นก็มีลักษณะคล้ายกับพญานาคจริงๆ ตามที่ชาวบ้านลงความเห็นจะเห็นได้ว่าตรงใบของมะพร้าวจะทับเรียงกันสวยงามเหมือนกับหัวของพญานาคที่เป็นรูปปั้นอยู่ตามวัด เรียกได้ว่าหวยเลขเด็ดงวดนี้ คงต้องมีการนำเลขพวกนี้ไปเล่นกันอย่างแน่นอน

พญานาคให้โชค

สำหรับใครที่ยังไม่มีเลขเด็ด เลขดัง มาเล่นในงวดนี้เราก็นำข่าว มะพร้าวพญานาค มาให้ได้ขอพรกัน เรานำมาบอกต่อกันให้รับทราบก็สามารถเอาไปเป็นแนวทางในการแทงหวยออนไลน์กันได้ ในงวดนี้ หวยเลขเด็ด เลขดัง คือ 3 , 5 , 9 เรียกว่าเลขมะพร้าวนาค ถือว่าเลขสวยน่าหยิบไปใส่ในงวดนี้ ส่วนในครั้งต่อไปเราจะนำเอาหวยเลขเด็ด ข่าวดังของที่ไหน ก็รอติดตามข้อมูลข่าวสารของพวกเราไว้ได้ เราจะนำมาบอกต่อทุกงวด ข่าวไหนเด็ด ข่าวไหนดัง เราจะไปนำเลขดัง หวยเด็ด มาลงให้ได้รับรู้แบบทันเหตุการณ์อย่างแน่นอน งวดนี้ก็ขอให้รวยกันทุกคนจ้า ครั้งต่อไป เว็บหวยเลขเด็ด จะนำข่าวไหนมาเล่าสู่กันฟังก็ติดตามอดใจรอกันไว้ได้เลย