คลังเก็บป้ายกำกับ: เรื่องลี้ลับ

ตำนาน-เมืองลับแล

ตำนาน เมืองลับแล เมืองแห่งความลับ ใครเข้าไปได้ถือว่าโชคดี

ตำนาน เมืองลับแล เมื่อกล่าวถึงตำนานของไทยที่เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมา เมืองลับแล เป็นอีกหนึ่งตำนานที่มีการพูดถึง

เมืองลับแล มีอยู่จริง ตั้งอยู่ทางภาคเหนือ จังหวัด อุตรดิตถ์ แต่ว่าคำบอกเล่าตำนานของเมืองลับแลนั้นเป็นที่เล่าขานสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน โดย ชื่อว่า ลับแล นั้นก็ได้มาจากการตั้งมา คือหมู่บ้านลับแลนี้ มีเส้นทางที่คดเคี้ยว เข้าไปยากมาก จึงได้ถูกตั้งชื่อให้ว่าบ้านลับแล แปลได้ว่าเป็นเมืองที่เป็นที่ลับไม่สามารถแลเห็นได้

เมืองลับแล

แต่ทว่า ตำนานของเมืองลับแลทางด้านความเชื่อ นั้น ได้มีการกล่าวอีกอย่าง โดยในสมัยก่อนมีความเชื่อว่าภายในเมืองลับแลนี้ มีเมืองที่ซ่อนอยู่ในป่าที่คนทั่วไปไม่สามารถเข้าไปถึงได้ แต่ว่าได้มีคนผู้หนึ่งอ้างว่าตนได้หลุดเข้าไปในเมืองลับแลนั้นจริงๆ และก็ได้ออกมาจากเมืองนั้นอย่างปลอดภัยและนำเรื่องราวของเมืองลับแลที่ตนได้พบนั้นมาเล่าให้คนข้างนอกได้รับรู้

เรื่องเมืองลับแลจากชายที่อ้างว่าเคยได้เข้าไปมา ได้บอกว่าวันหนึ่งตนได้ออกไปหาของป่า เมื่อเดินเข้าไปในป่าเรื่อยๆ ก็ตามเก็บของป่าจนลืมดูเวลา จนตะวันใกล้ตกดินจึงรีบหาทางกลับแต่ว่า เมื่อเดินไปเรื่อยๆ กลับไม่เจอทางออก พอตัดสินใจเดินทางต่อไปก็ยิ่งลึก จนมั่นใจแล้วว่าตนได้หลงป่าเข้าแล้ว จึงได้หาที่นอนพักรอให้ถึงเช้า เพื่อหาทางกลับบ้าน แต่พอเมื่อตื่นมาตอนเช้าก็ได้รู้สึกตัวเพราะมีคนมาปลุก เป็นชายแก่คนหนึ่ง ได้ถามว่ามานอนอะไรตรงนี้และมาจากที่ไหน

ชายหลงป่าจึงได้บอกไปว่าตนได้หลงป่า จากนั้นชายแก่ก็ให้ตามไปและชายคนนั้นก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนั้น ได้ชอบคอกับลูกสาวของตาแก่ที่พาตนเองมา แต่ว่าสิ่งที่ชายแก่เตือนตลอดว่ามาอยู่ในเมืองแห่งนี้ห้ามพูดโกหกเด็ดขาด หลังจากที่ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ ชายหลงป่าก็ได้มีลูกคนหนึ่งกับลูกสาวชายแก่ เวลาผ่านไปหลายปี จนมีวันหนึ่งชายหลงป่าได้พลาดพูดโกหก กับลูกของตนเองด้วยความไม่ตั้งใจ

ป่าลับแล

เมียของตนเมื่อรู้ว่าสามีตัวเองได้ทำผิดกฎของหมู่บ้านจึงจำใจที่จะต้องไล่สามีตัวเองออกไปจากเมือง แต่ก่อนไปทางภรรยาได้ห่อของให้กับสามีเพื่อกลับไปโลกปกติ แต่เป็นห่อของที่หนักมาก เมื่อภรรยาเดินไปส่งสามี ก็ได้บอกให้สามีเดินตรงไปเรื่อยๆ ก็จะพบกับหนทางให้ไปต่อ จากนั้นทั้งสองก็กอดกันและลากันไปแบบจำใจ เมื่อชายหลงป่าเดินออกมาก็พบกับถนนที่มีรถวิ่งผ่านจากนั้นก็ได้อาศัยรถของชาวบ้านกลับไปที่บ้านเกิดของตัวเอง

เมื่อไปถึงบ้าน ก็พบว่าตนได้หายตัวไปถึง 10 ปี โดยชายคนนี้ก็ได้เล่าว่าตนได้หลุดเข้าไปพบกับเมืองหนึ่งที่ตั้งอยู่ในป่าลึกและได้มีครอบครัวใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนั้น แต่ตนทำผิดกฎของหมู่บ้านจึงถูกไล่ออกมา เมื่อนึกขึ้นได้ว่าภรรยาในเมืองป่าลึกได้ให้ห่อของสิ่งหนึ่งมาจากป่าด้วย จึงได้รีบกลับไปเปิดดูสิ่งของที่อยู่ในนั้นปรากฏว่าเป็นทองคำมากมายที่อยู่ในห่อ มีชาวบ้านอีหลายคนมี่เคบพบเจอกับเมืองในป่า แห่งนี้ แต่ไม่สามารถเข้าไปถึงได้ จึงได้ตั้งชื่อให้ว่า เมืองลับแล

ตำนานผีปอบ ความเป็นมาของผีในตำนานของคนไทย ที่ยังมีมาจนปัจจุบัน

ชาวไทยมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องลี้ลับ เรื่องเหนือธรรมชาติ อย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องผี และผีไทยที่ทั่วโลกรู้จักก็คือ ผีปอบ

เมื่อพูดถึง ผีปอบ คนไทยทุกคนจะรู้จักแบบไม่ต้องคิดเลย ผีปอบ เป็นความเชื่อของชาวไทยทางภาคอีสาน ตำนานผีปอบ มีมาหลายร้อยปี ได้มีการทำพิธีขับไล่ปอบในทุกๆปี จนถึงในยุคปัจจุบันก็ยังมีการไล่ปอบหลงเหลืออยู่ วันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานความเป็นมาของผีปอบว่า ผีปอบกำเนิดมาอย่างไร ทำไมชาวอีสานถึงหวาดกลัวกับผีปอบ

ปอบ

ผีปอบ เป็นตำนานความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องลี้ลับของชาวไทยภาคอีสาน ไปจนถึงแถบภาคเหนือ ที่จัดว่าเป็นผีประชาติของคนไทยเลยก็ว่าได้ เพราะได้มีการนำเรื่องราวของผีปอบไปสร้างเป็นภาพยนตร์หลายต่อหลายภาค ลักษณะของผีปอบตามคำบอกเล่าของคนที่พบเห็นจะบอกเหมือนกันว่าเป็น ผู้หญิงแก่ ที่มีผมยาวปิดหน้าปิดตา มีฟันและเล็บที่แหลมคม สิ่งที่ผีปอบชอบนั้นก็คือเครื่องใน และมักปรากฏตัวให้พบเห็นในเวลากลางคืน

ผีปอบกินตับ

ตามความเชื่อและคำบอกเล่าของชาวไทยภาคอีสานเชื่อว่า ผีปอบ เป็นวิญญาณร้ายที่เข้ามาสิงในร่างของคน โดยที่มักจะไปสิงคนชราที่มีโรคภัยไข้เจ็บเป็นคนที่มีร่างกายอ่อนแอนั่นเอง จะทำให้วิญญาณปอบเข้าไปสิงได้ ใครที่โดนปอบสิง ตกกลางดึกจะออกไปหาจับเป็ดจับไก่กินสดๆ ส่วนร่างกายของผู้ที่ถูกสิงก็จะค่อยถูกกลืนกินเครื่องในไปเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ร่างนั้นใช้การไม่ได้แล้ว ปอบก็จะออกจากร่างนี้ เจ้าของร่างก็จะตายลง ปอบก็จะไปหาสิงที่ร่างใหม่แทน

ไล่ปอบ

อีกความเชื่อ ของผีปอบ คือก่อนกลายเป็นปอบได้เคยเป็นคนมาก่อน แต่ว่าคนผู้นั้นได้มีการเรียนรู้เคล็ดลับวิชาศาสตร์เวทย์มนต์ทางสายดำเพื่อนำไปทำสิ่งไม่ดี เมื่อรับวิชามากขึ้นทำให้คุมเวทย์มนต์ดำของตนเองไม่ไหว พลังของมนต์ดำได้ตีกลับเข้าร่างของตัวเอง จนทำให้คนผู้นั้นกลายเป็นผีปอบ ในทุกๆ คืนจะกลายร่างออกไปหาของดิบกิน

จับปอบ

เมื่อปอบได้สร้างความหวาดกลัวและความเดือดร้อนให้ชาวบ้านจนในที่สุด ชาวบ้านก็ได้รวมตัวกันหาผู้ที่มีวิชาอาคมมาทำพิธรกรรมไล่ผีปอบโดยเล่าว่าผู้มีอาคมจะทำการใช้มีดหมอไล่ฟันปอบจับใส่ไหแล้วปิดด้วยผ้ายันต์ที่ลงอาคมไว้ แต่ว่า ปอบ ไม่ได้มีแค่ตัวเดียวบางครั้งมีมากกว่าสองตัว ชาวบ้านก็รวมกลุ่มกันไล่จับ จนในปัจจุบันบางพื้นที่ในภาคอีสาน ยังมีการทำพิธีไล่ปอบอยู่ เพื่อเป็นการป้องกันสิ่งชั่วร้ายและความสบายใจของคนในหมู่บ้าน

ไล่ปอบ

ในปัจจุบันเรื่องผีปอบก็ได้กลายเป็นตำนานลี้ลับ ของชาวไทยในภาคอีสาน ที่ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ แต่ตำนานของปอบยังคงอยู่คู่กับคนไทยเพราะได้มีภาพยนตร์เกี่ยวกับผีปอบออกมาให้เราได้รับชมกันอยู่ตลอด ไม่ว่าจะยุคไหน ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของผีในประเทศไทยก็ยังคงหลงเหลือกลิ่นอายที่ชวนคิด ชวนค้นหา และเป็นตำนานลี้ลับต่อไป

ถอนคำสาบาน

วิธีการ ถอนคำบนบาน ถอนคำสาบาน ถอนคำสัญญา ด้วยการทำขันธ์ 8

วิธีการ ถอนคำบนบาน ถอนคำสาบาน ถอนคำสัญญา ด้วยการทำขันธ์ 8 ได้เองง่ายๆ ต้องเตรียมสิ่งใด

เราทุกคนมีความต้องการ เมื่อเราต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด เราก็จะตั้งความหวังว่าจะได้สิ่งนั้นมาครอบครองให้ได้การที่เรามีความหวังบางคนก็ลงมือทำจนประสบผลดังที่หวังไว้ได้ แต่หลายคนก็ใช้วิธีการเพิ่มความมั่นใจด้วยความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นการ บนบานศาลกล่าว หรือบางคนต้องการที่จะให้ความมั่นใจเพื่อได้สิ่งที่ต้องการ ด้วยคำสาบาน หรือคำสัญญา ตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ต่างๆ

บนบาน

แต่ว่าบางครั้งหลายคนที่พูดสาบาน หรือ บนบานในสิ่งต่างๆ แล้วได้หรือไม่ได้ในสิ่งที่ปราถนา แต่ว่าไม่ยอมทำตามคำสัญญาที่เคยได้บนบานไว้ได้ จึงทำให้หลายคนมีอันเป็นไปตามความเชื่อ อาจเพราะด้วยความไม่ซื่อสัตย์ในคำพูด จึงทำให้ชีวิตไม่เจริญก้าวหน้า แต่ทางความเชื่อก็เป็นเหมือนคำสาปที่ติดตัว เพราะว่าเราไม่ได้ไปแก้บน แก้คำสาบานที่ได้ให้ไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำให้จากบวกกลายเป็นลบ

วันนี้เรามีวิธีการถอนคำสาบาน ถอนคำบนบาน สัญญาต่างๆ ด้วยขันธ์ 8 ที่ทุกท่านสามารถทำได้ด้วยตนเอง สิ่งที่เราจะต้องเตรียมในการทำพิธีถอดถอนคำสาบานคือขันธ์ 8 ประกอบไปด้วย

  • ดอกไม้ 8 คู่
  • เทียน 8 คู่
  • เหรียญบาท 8 เหรียญ

ไหว้พระ

 

การทำพิธีถอดถอนคำสาบานนี้ จะต้องทำต่อหน้าพระพุทธรูปหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราได้ไปบนบานศาลกล่าวไว้เท่านั้น เริ่มด้วยการเตรียมขันธ์ 8 ทำการกราบ แล้วว่า นะโมฯ 3 จบ ยกพานขันธ์ 8 แล้วสวดตามนี้

” อิมัง มิฉา อธิษฐานัง ปันจุทัดธาราปิ
ทุติยัมปิ อิมัง มิจฉา อธิษฐานัง ปันจุทัดธาราปิ
ตะติยัมปิ อิมัง มิจฉา อธิษฐานัง ปัจจุทัดธาราปิ “

ข้าพเจ้า….ชื่อ-นามสกุลของผู้ทำพิธี….ขอถอดถอนคำอธิษฐาน
ขอถอดถอนคำสาบาน ขอถอดถอนคำสาบคำแช่ง
ขอถอดถอนคำบนบานศาลกล่าว ขอถอดถอนคำสัญญา ที่ข้าพเจ้าได้ตั้งขึ้น
พร้อมแล้วด้วยกิเลส ด้วยตัณหา ด้วยอุปทาน ด้วยโทสะ
ด้วยโมหะ ด้วยมานะ ด้วยมิจฉาทิฐิ ที่ข้าพเจ้าได้อธิษฐานไว้
สาปแช่งไว้ บนบานศาลกล่าวไว้ สาบานไว้ สัญญาไว้
ในอดีตชาติก็ดี ปัจจุบันชาติก็ดี

ข้าพเจ้า น้อมขออำนาจพระบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระรัตนตรัยและเทพพรมหมทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน
แม่พระธรณีได้โปรดเป็นทิพย์พยานในการที่ข้าพเจ้า
ขอถอดถอนคำอธิษฐานเหล่านั้น ถอนคำแช่ง คำสาบาน
คำบนบานศาลกล่าว คำสัญญา ร้อยหน พันหน ณ กาล บัดนี้เทอญ

” นะถอน โมถอน พุทธถอน ธาถอน ยะถอน 
นะคลอน โมคลอน พุทคลอน ธาคลอน ยะคลอน 
ถอนด้วย นะโมพุทธายะ นะมามิหัง “

วิธีการ ถอนคำบนบาน

เมื่อพูดจบก็วางพานขันธ์ 8 ไว้หน้าพระพุทธรูปหรือสิ่งศักดิ์สิทธ์ ถือว่าเป็นอันจบพิธีการถอดถอนคำสาบาน คำสัญญา เพียงเท่านี้สิ่งที่เราได้ทำผิดคำไว้ก็จะผ่อนหนักเริ่มกลายเป็นเบาและก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอน การทำพิธีการถอดถอนคำสาบาน ท่านสามารถทำได้ทุกที่ๆ ใจพร้อม แต่การที่ได้ให้คำสัตย์กับสิ่งใดหรือผู้ใดไว้ก็ควรที่จะทำตามที่ได้ให้คำสัญญาเอาไว้ เพียงเท่านี้ก็จะไม่มีปัญหาตามมาอย่างแน่นอน

วิธีการเห็นผี

วิธีการมองเห็นผี

วิธีการมองเห็นผี คนไทยมีความเชื่อเรื่องภูติผีวิญญาณ โลกหลังความตาย ถึงตอนนี้จะเป็นช่วงยุคของเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากแล้ว แต่ความเชื่อเหล่านี้ก็ยังคงอยู่

โดยมีเรื่องเล่ามากมาย ว่ามีการพบเห็นเจอผี เจอวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว ออกมาแสดงให้หลายคนได้เห็น ซึ่งคนที่พบเห็นวิญญาณ บ่อยๆ จะถูกเรียกว่าเป็นคนมี เซนต์ หรือ สัมผัสที่6 เชื่อว่าคนที่มักจะมีสัมผัสพิเศษเหล่านี้คือคนที่เกิด วันพุธกลางคืน  หรือผ่านเรื่องเสี่ยงความตายมา ทำให้สัมผัสพิเศษเกิดขึ้นมาในตัว

แต่ก็มีหลายคนที่อยากพบเจอกับวิญญาณว่ามีอยู่จริงหรือไม่ ก็ได้ไปยังสถานที่ๆ มีความน่ากลัวอย่างเช่น ที่มีความอาถรรพ์ที่ได้มีคนเล่าขวัญถึงกัน ไม่ว่าจะเป็น บ้านร้าง ตึกร้าง ป่าช้า วัดเก่า หรือสุสานต่างๆ เพื่อที่จะไปพิสูจน์เรื่องผีวิญญาณตามคำบอกเล่า เพราะบางคนสามารถเห็นวิญญาณได้ แต่ก็มีหลายคนที่ไม่เคยเจอกับเรื่องราวเหล่านี้เลย แต่ก็มีความเชื่อที่บอกต่อกันมาว่ามีวิธีการที่ทำแล้ว จะทำให้คนที่มองไม่เห็นผีสามารถพบเจอผีหรือวิญญาณได้ มาดูกันว่า มีวิธีไหนกันบ้างที่ทำให้คนเราพบเจอกับวิญญาณได้

มองใต้หว่างขา

1.การมองลอดใต้หว่างขา

วิธีการมองเห็นผีวิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมทดลองกันเป็นอันดับแรกๆ โดยการมองลอดใต้หว่างขา เป็นความเชื่อที่หลายคนพูดถึงมากที่สุดในการทำให้มองเห็นผี เห็นวิญญาณ โดยจะทำให้ตอนกลางคืน ใครที่อยากมองเห็นผีก็จะให้มองลอดใต้หว่างขา โดยทิศที่มองนั่นคือทิศตะวันออก

ตัดเล็บกลางคืน

2.ตัดเล็บตอนกลางคืน

วิธีการเห็นผีวิธีการนี้ต้องทำตอนกลางคืน ในเวลาช่วง 22.00 – 24.00 น. ให้เรานำกรรไกรตัดเล็บมาตัดเล็บของเราเอง โดยเริ่มตัดเล็บจากนิ้วก้อยไปจนถึงนิ้วโป้ง ทำแบบนี้ทั้งสองข้าง แล้วจากนั้นก็ให้เข้านอนตามปกติ แต่มีความเชื่อที่ว่า ในระหว่างนอนหลับตอนกลางดึกจะได้ยินเสียงตัดเล็บปลายเท้า เมื่อเราตื่นมาก็จะพบเจอกับวิญญาณได้

ขี้เถ้าป้ายตา

3.เอาขี้เถ้าเตาเผาศพตาเปลือกตา

วิธีนี้ต้องใช่ความกล้าพอสมควรเพราะเราต้องไปนำขี้เถ้าในเตาเผาศพมาทาเปลือกตา โดยการที่จะนำเอาขี้เถ้ามาได้ต้องไปเอามาจากเมรุ และนำขี้เถ้านั้นมาทาที่เปลือกตาในเวลากลางคืน จะทำให้เรามองเห็นและสัมผัสกับวิญญาณได้ ซึ่งวิธีนี้หลายคนบอกว่าได้ผลจริงและอาถรรพ์มากจนไม่มีใครกล้าทำ

ทั้งหมดก็เป็นวิธีการเห็นผีที่ได้มีการพูดถึงเล่าต่อกันมามากที่สุด เมื่อทำแล้วจะทำให้พบเจอกับสิ่งลี้ลับที่เรียกว่าวิญญาณได้ แม้ในปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตของมนุษย์เราเกือบจะทุกอย่าง แต่ก็ยังมีหลายคนที่ยังเชื่อเรื่องลี้ลับโลกหลังความตาย อยู่ไม่น้อย บางคนก็เชื่อและพยายามสื่อสารกับดวงวิญญาณเหล่านี้ บางคนก็พบเห็นโดยไม่ตั้งใจ และก็นำมาเล่าทำให้เรื่องผียังเป็นมีความเชื่อว่ามีอยู่จริงจนปัจจุบัน

การจุดธูป

การจุดธูป ในการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ

การจุดธูป ในการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติถึง70% เลยก็ว่าได้

ทำให้คนไทยมีการเชื่อเรื่องดวง เรื่องการบูชา ภูติผี วิญญาณ ที่ได้มีการสืบทอดและเล่าต่อกันมา ซึ่งในการทำพิธีกรรมการบูชา สิ่งที่เคารพ ศรัทธา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือ สิ่งที่เหนือธรรมชาติ จะมีการไหว้บูชาด้วยการจุดธูป แต่ว่าการจุดธูปก็มีความหมายที่แตกต่างกันออกไป ตามจำนวนของธูป มาดูกันว่าธูปแต่ละดอกมีความหมาย ที่ใช้ในการบูชาสิ่งใดกันบ้าง

การจุดธูป ในการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ

ธูป 1 ดอก

การใช้ธูป 1 ดอก ตามความเชื่อ หมายถึงการไหว้ บูชา ภูติผี วิญญาน ผีบ้านผีเรือนหรือเจ้าที่ ซึ่งในโอกาสที่มีการจัดงานศพ แล้วญาติ รวมถึงคนรู้จักทั้งหลายก็จะใช้ธูป ดอกเดียวในการไหว้ศพ เช่นกัน สรุปก็คือการ ไหว้ ผี วิญญาณ สิ่งที่มองไม่เห็น คนไทยจะใช้ธูปหนึ่งดอกเป็นการจุด เพื่อทำการเคารพ หรือการอัญเชิญนั่นเอง

3ดอก

ธูป 3 ดอก

การใช้ธูป 3 ดอก ตามความเชื่อถือว่าเป็น สิริมงคล เพราะการจุดธูปสามดอกเป็นการไหว้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ การไหว้พระประธาน ในพิธีงานมงคล หรือ วันพระ ก็จะใช้ธูปสามดอกในการกราบไว้ ธูปสามดอกถือว่าเป็นจำนวนธูปที่ใช้บ่อยเพราะเป็นพิธีที่มงคลและเป็นความเชื่อว่าที่ทำตามกันมาอย่างยาวนาน

7ดอก

ธูป 7 ดอก

การใช้ธูป 7 ดอก ในความเชื่อ จุดธูปเจ็ดดอกเป็นการ บูชา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือดวงจิตที่เราเคารพ ไม่ว่าจะเป็น ศาลเจ้าพ่อ เจ้าแม่ รวมไปถึงครูบาอาจารย์ ที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว เหล่าผู้ที่มีความศรัทธา เคารพรัก ก็จะทำการบูชากราบไว้ ด้วยการจุดธูป 7 ดอก

9ดอก

ธูป 9 ดอก

การใช้ธูป 9 ดอก ตามความเชื่อของคนไทย เป็นการจุดเพื่อไหว้บูชาเจ้าป่าเจ้าเขา รุกขเทวดา และศาลพระภูมิ เป็นการจุดไหว้สิ่งที่เราเคารพและต้องการให้ปกป้องเรา เป็นความเชื่อที่ถูกสืบต่อกันมาอย่างยาวนานกับความเชื่อของ เจ้าป่าเจ้าเขาและศาลพระภูมิ

12ดอก

ธูป 12 ดอก

การใช้ธูป 12 ดอก ตามความเชื่อเป็นการจุดเพื่อไหว้บูชาพระราหู เพื่อเป็นการเสริมดวง เป็นความเชื่อของคนไทย ในการบูชาพระราหูของทุกอย่างต้องเป็นของสีดำเท่านั้นเพื่อจะทำให้ผู้บูชากราบไหว้ มีความเป็นสิริมงคลยิ่งๆ ขึ้นไปอีก

การไหว้สักการะบูชาพระ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือ ภูติผีวิญญาณ เป็นความเชื่อของคนไทยมาตั้งแต่อดีต และในปัจจุบันก็ยังมีการกราบไหว้บูชากันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเพื่อความสบายใจและความเชื่อ ทั้งขอให้ตนเองสมหวังดังที่ตั้งใจไว้ ทั้งหมดก็เป็นความสมัครใจของผู้กราบไว้ ส่วนผลที่ขอจะสมดังใจได้ไหม ขึ้นอยู่กับว่าตัวเราเองลงมือทำสิ่งนั้นเต็มที่แล้วหรือยัง ความเชื่อไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่อย่าเชื่อจนเป็นความงมงาย

พญาครุฑ

ตำนาน พญาครุฑ

ตำนาน พญาครุฑ มีการเล่าสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมีการพูดถึงว่า พญาครุฑ หรือ ครุฑ

ตำนาน พญาครุฑ เป็นสัตว์เทพในตำนาน ที่มีลักษณะร่างกายครึ่งบนเป็นนก ครึ่งร่างเป็นมนุษย์ หรือเรียกให้เข้าใจง่ายคือ ครึ่งมนุษย์ครึ่งนก มีรูปร่างใหญ่โตน่าเกรงขามและมีความสง่างาม ครุฑ ในความเชื่อเป็นสัตว์ที่เป็นพาหนะของพระนารายณ์ ในปัจจุบัน ครุฑถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ ทางราชการ เรียกว่า “ตราครุฑ”

ครุฑ

สาเหตุที่ ครุฑ ถูกนำมาใช่เป็นตราในทางราชการหรือมีบริษัทหลายๆ แห่งนำไปใช้เพราะมีความเชื่อที่ว่า ครุฑ เป็นสัตว์เทพที่ได้รับพรจากพระนารายณ์ ให้เป็นอมตะ ไม่มีอาวุธชนิดใดสามารถทำร้ายพญาครุฑได้ ด้วยความเชื่อจากเรื่องเล่าในตำนาน ที่สืบทอดกันมา จึงนำครุฑมาทำเป็นสัญลักษณ์ ที่ใช้ในการปราบและป้องกันสถานที่ๆ มีความเฮี้ยน มีอาถรรพ์  มักจะนำตราครุฑมาใช้ในการป้องกันจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆ

 

 

ครุฑ ยังมีความหมายอื่นอีก คือ แสดงถึงความยิ่งใหญ่ เป็นตัวแทนของกษัตริย์ อำนาจ ความรุ่งเรือง ใครที่บูชาครุฑก็จะทำให้มีผู้นับหน้าถือตา และชีวิตก้าวหน้าเจริญรุ่งเรืองในการทำกิจการต่างๆ ทำให้ในปัจจุบันมีการนำครุฑ มาใช้เป็นสัญลักษณ์ ที่รู้จักกันในชื่อว่า ตราครุฑ ได้มีการนำมาใช้กับทางราชการ เป็นส่วนใหญ่ ตราครุฑ เป็นตราที่มีความศักดิ์สิทธิ์มาก บางคนก็นำมาใช้ในการป้องกันสิ่งไม่ดี อาถรรพ์ หรือแม้แต่สิ่งที่มองไม่เห็น

ตราครุฑ

นี่ก็เป็นตำนานความเชื่อของ พญาครุฑ ที่เราได้ยินผ่านนิทาน เรื่องเล่าในวรรณคดี ในวัยเด็กจนถึงปัจจุบันว่า พญาครุฑ มีความเชื่อ ความเป็นมาอย่างไร ทำไมทางราชการจึงใช้ครุฑ เป็นสัญลักษณ์สำคัญ ใครที่ต้องการบูชาครุฑ เพื่อให้เป็นสิริมงคล ต่อชีวิต ก็สามารถสวดคาถาบูชา ครุฑ ตามนี้ได้เลย

สวดคาถาบูชาพญาครุฑ

คะรุปิจะ กิติมันตัง มะ อะ อุ

โอมพญาครุฑ รุจ รุจ แล้วรวย
นะได้เงิน นะได้ทอง นะเจริญ
นะมั่นคง นะได้ทรัพย์ นะเมตตา
อิติปิโสภะคะวาพระพุทธเจ้าสั่งมา
พญาครุฑล้างอาถรรพณ์
อิติคงเนื้อ อิติคงหนัง
พญาครุฑยันติ อภิปูยาจามิ  ”

“ พญาครุฑจะผุด มนุษย์จะเกิด
พุทธังแคล้วคลาด
ธัมมังแคล้วคลาด
สังฆังแคล้วคลาด
องค์พระพุทธเจ้าย่างบาท
นะปัจจะโยโหนตุ  ”

เสาชิงช้า

ตำนาน เสาชิงช้า

ตำนาน เสาชิงช้า หลายคนคงเคยเห็นเสาชิงช้าสูง 21 เมตร ใจกลางกรุงเทพ ที่ตั้งอยู่หน้าวัดสุทัศน์

ตำนาน เสาชิงช้า ไม่ว่าจะเห็นจริงๆ หรือเห็นผ่านรูปภาพ ก็คงเห็นว่าสวยเป็นเอกลักษณ์ แต่คงไม่คิดว่าเสาชิงช้าที่ตั้งอยู่แบบนั้นในอดีตเคยมีตำนานและความเป็นมาอย่างไร

ตำนาน-เสาชิงช้า

เสาชิงช้าสีแดงที่เราเห็นอยู่นั้นในอดีตเคย ถูกใช้งานจริง ไม่ใช้แค่สร้างไว้ให้เป็นอนุสรณ์ โดยการใช้งานของเสาชิงช้าก็คือ การใช้ในพิธีกรรมของ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู  โดยถูกเรียกว่า พิธีพะโล้ชิงช้า หรืออีกชื่อคือการ พิธีตรีปวาย โดยเป็นความเชื่อของทาง พราหมณ์-ฮินดู  ว่าเป็นการต้อนรับการมาของพระอิศวร ที่เป็นองค์เทพที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จึงได้ทำพิธีต้อนรับด้วยการโล้ชิงช้า ทำให้มีการโล้ชิงช้าสืบกันมาจนถึงในสมัยราชการที่ 7 จึงสั่งให้มีการยุติพิธีกรรมนี้ลง

ซึ่งสาเหตุที่มีการสั่งให้ยุติพิธีกรรมนี้ก็คือ ในการโล้ชิงช้าในแต่ละปีนั้นได้มีคนตกลงมาเสียชีวิตทุกปี และได้นำศพไปฝังไว้ใต้ดินบริเวณเสาชิงช้าเพื่อเป็นการบรวงสรวงต่อเทพ สำหรับคนที่ตกลงมาเสียชีวิตนั้นก็เป็นความประสงค์ เต็มใจพร้อมที่จะสละชีวิต เพราะเชื่อว่าเป็นการมอบวิญญานต่อองค์เทพ แต่ว่าหลายคนมองว่าเป็นพิธีที่มีความน่ากลัวและมีการสูญเสียมากเกินไป จึงได้มีการสั่งให้ยุติพิธีกรรมนี้ลงไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 เป็นต้นมา

ตำนานเสาชิงช้า

แต่ว่าหลังจากที่ได้ยุติพิธีกรรมก็ได้เกิดเรื่องอาถรรพ์ต่างๆ ขึ้นมากมาย โดยเล่ากันว่ามีคนพบเจอวิญญาณของคนที่เคยเสียชีวิตบริเวณเสาชิงช้า ยังวนเวียนอยู่แถวนั้น จนมีชาวบ้านแถวนั้นไปกราบไหว้ขอเลขเด็ดกัน แต่เนื่องด้วยจุดที่ชิงช้าเป็นใจกลางเมืองกรุง และเสาชิงช้าเป็นสถานที่พิธีของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู  จึงไม่ให้มีการนำดอกไม้มากราบไหว้เหมือนสถานที่อื่นๆ

แต่ในปัจจุบันเสาชิงช้าได้กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเป็นสถานที่สำคัญที่ชาวต่างชาติมาเยี่ยมชมกัน ในกรุงเทพฯ เมื่อมีคนถามว่าใจกลางกรุงฯ อยู่ตรงไหน ก็บอกได้เลยว่า เสาชิงช้า นั่นเอง

งากำจาย

ตำนาน งากำจาย

ตำนาน งากำจาย

ตำนาน งากำจาย บางคนได้ยินอาจจะส่ายหน้าเพราะว่าไม่รู้ว่า “งากำจาย” คืออะไร งากำจาย มีชื่อเรียกหลายชื่อ งากำจาย งากำจัด หรือ งากระเด็น เรียกตามความเชื่อแต่ละถิ่นฐาน งากำจายเป็นเครื่องรางชนิดหนึ่งที่มีมาแต่เนิ่นนาน มีความศักดิ์สิทธิ์โดยที่ไม่ต้องทำการปลุกเสกแต่อย่างใด แต่ว่าพบเจอได้ยากมาก งากำจาย คืองาช้างนั่นเอง แต่ว่าเป็นงาช้างที่แตกหักหรือหลุดออกมาจากช้างเองโดยธรรมชาติ จึงทำให้งากำจายเป็นสิ่งที่หายากและหลายคนอยากมีไว้ครอบครอง

ตำนาน-งากำจาย

งากำจาย เป็นเครื่องรางที่พบเจอได้ยากมาก เพราะต้องรอให้งาช้างมีการแตกหักแล้วงาหลุดออกมา โดยการแตกหักของงาช้างนั้น ต้องมาจากธรรมชาติเท่านั้น ถ้าเราไปทุบหรือตัดงาออกมาถือว่าชิ้นส่วนนั้นไม่ใช่งากำจาย การที่จะได้งากำจ่ายนั้นต้องรอตอนที่ช้างมีการต่อสู้โดยใช้งาเข้าปะทะกันจนงาได้รับความเสียหายหลุดออกมา หรือช้างที่ตกมันแล้วใช้งางัดกับต้นไม้จนเศษงาหลุดออกมา นั่นจึงถูกเรียกว่า “งากำจาย

ความศักดิ์สิทธิ์ของงากำจายไม่ได้มีเท่านี้ การที่จะเป็นผู้ครอบครองงากำจายได้ต้องเป็นผู้ที่ถูกเลือกเท่านั้น เจ้าของช้างก็ไม่สามารถถือตัวเป็นเจ้าของได้ ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า มีเจ้าของช้างเชือกหนึ่งได้ผูกช้างของตนไว้กับต้นไม้ใหญ่ ใกล้แม่น้ำ เมื่อเวลาผ่านไปก็ได้กลับมาดูพบว่างาของช้างได้มีร่องรอยแตกหักออกจากการงัดกับต้นไม้ ทางเจ้าของก็ดีใจรีบตามหางากำจายที่ร่วงหล่นอยู่บริเวณนั้น แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ แต่ว่ามีชาวบ้านได้ฝันว่ามีงากำจายตกอยู่บริเวณต้นไม้ใหญ่ริมแม่น้ำ ตื่นเช้ามาจึงได้รีบไปดูและพบกับงากำจาย

งากำจัด

ตามความเชื่อใครที่ได้งากำจายไปครอบครองจะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน พูดสิ่งใดไปใครก็เชื่อฟัง เป็นสิริมงคลต่อตัวเอง เป็นเครื่องรางที่หายากและมีราคาแพงมาก งากำจายที่ขลังที่สุดจะเป็นการพบเจอจากในป่าซึ่งเกิดจากช้างป่านั้นยิ่งจะทำให้งากำจายมีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น งากำจายเป็นตำนานเรื่องเล่าที่น้อยคนจะเคยได้ยินเพราะเป็นสิ่งของที่หายาก รู้จักแค่ในกลุ่มคนที่ชอบเครื่องรางของขลัง ส่วนศัพท์ที่เรียกก็มีเรียกหลายแบบ แต่ว่าความวิเศษของงากำจายนั้นหลายคนที่ให้ความคิดเห็นต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นของจริง เพราะช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย

จอมปลวก

ตำนาน จอมปลวกเจ้าที่

ตำนาน จอมปลวกเจ้าที่

ตำนาน จอมปลวกเจ้าที่ เป็นตำนานความเชื่อของคนไทยที่เล่าสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน อย่างแรกเรามาทำความรู้จักปลวกกันก่อนว่าปลวกคืออะไร และทำไมถึงมีความอาถรรพ์ได้ จนมีความเชื่อของตำนาน จอมปลวกเจ้าที่

ตำนาน จอมปลวกเจ้าที่

ปลวก เป็นสัตว์ประเภทแมลงชนิดหนึ่ง ที่มีทั่วไปพบเห็นได้ตามต้นไม้หรือบ้านเรือนที่เป็นไม้ เพราะปลวกหากินด้วยการกินไม้เป็นอาหาร ที่อาศัยของปลวก มีชื่อเรียกว่าจอมปลวก จะมีลักษณะเป็นก้อนดินที่รวมตัวกันจนสูงเป็นเหมือนกองทราย ภายในจะมีฝูงปลวกอยู่มากมายที่คอยหาอาหารมาให้นางพญาปลวก แต่ว่ามีตำนานที่เล่าต่อกันมาถึงเรื่องจอมปลวก ว่าจอมปลวกไหนที่มีรูปร่างสูงใหญ่ผิดธรรมชาตินั้น เป็นจอมปลวกอาถรรพ์ มีเจ้าที่สิงสถิตอยู่

ความเชื่อ ความอาถรรพ์ ของจอมปลวกที่ได้เล่าต่อๆ กันมาก็คือ ใครที่ไปทุบจอมปลวกหรือไปเหยียบทำให้ได้รับความเสียหาย จะเกิดอันเป็นไปกับคนๆ นั้น หรือบางทีในตอนกลางคืนก็มีชาวบ้านพบเห็นชายแก่หญิงชราเดินไปมาแถวจอมปลวก เมื่อเรื่องอาถรรพ์แปลกประหลาดได้แพร่ออกไปทำให้หลายคนที่มีจอมปลวกในพื้นที่ไร่นา ก็ไม่กล้าที่จะทำลายจอมปลวกนั้นทิ้งเพราะกลัวมีอาถรรพ์เกิดขึ้นกับตนเอง

จอมปลวกเจ้าที่

บางเรื่องเล่ามีคนแก่ไปเข้าฝันและบอกว่าให้ไปกราบไว้จอมปลวกแล้วจะทำให้ตนมีความเจริญรุ่งเรืองเมื่อชาวบ้านที่ทำตาม นำสิ่งของไปกราบไว้จอมปวกแล้วก็กลับมีโชคลาภเข้ามาตามที่ได้รับรู้ในความฝัน เมื่อเรื่องได้แพร่กระจายออกไปชาวบ้าน เล็กใหญ่แถวนั้นก็ได้นำสิ่งของมากราบไหว้ จอมปลวกกันอย่างมากมาย บางคนบนให้ตนถูกหวยเมื่อสมใจแล้วก็มาสร้างศาลเพียงตาเพื่อเป็นการแก้บน ทำให้เรื่องจอมปลวกเจ้าที่กลายเป็นตำนาน ความเชื่อเรื่องลี้ลับ ที่มีการเล่าต่อๆกันมา

เสาตกน้ำมัน

ตำนาน เสาตกน้ำมัน

ตำนาน เสาตกน้ำมัน

ตำนาน เสาตกน้ำมัน เป็นเรื่องเล่าต่อๆ กันมาตามความเชื่อของคนไทย เสาตกน้ำมันจะเป็นเรื่องเล่าที่เชื่อกันอย่างมากในต่างจังหวัด โดยลักษณะของเสาตกน้ำมันที่เล่าถึงกันนั้น คือ เป็นเสาไม้ที่นำมาสร้างเป็นเสาของบ้านเรือนที่พักอาศัย แต่ว่าความผิดปกติก็คือจะมีน้ำดำๆ ไหลออกมาจากไม้ ทำให้เสาทั้งเสาถูกปกคลุมไปด้วยน้ำยางดำๆ ใสๆ ที่มีกลิ่นและลักษณะคล้ายกับน้ำมันมาก ชาวบ้านจึง เรียกว่า เสาตกน้ำมัน แต่ว่าความบังเอิญหรือไม่ทราบด้วยเหตุใด บ้านหลังไหนที่มีเสาตกน้ำมันนั้น เสาต้นนั้นมักจะถูกปักไว้ตรงบริเวณกลางบ้าน นั่นคือความแปลกอีกอย่างหนึ่ง

ตำนานเสาตกน้ำมัน

การที่เรื่องเสาตกน้ำมันกลายเป็นตำนาน ไม่ใช่แค่ความแปลกที่มีน้ำมันไหลออกมา แต่ด้วยเพราะว่ามีอาถรรพ์ ต่างๆ ที่มักจะมีเรื่องเล่าว่าภายในเสาตกน้ำมันต้นนี้ มีนางไม้หรือเจ้าที่สิงสถิตอยู่ จึงทำให้เสาตกน้ำมันมีชาวบ้านที่เชื่อนำดอกไม้ธูปเทียนมากราบไหว้กันมากมายเพื่อขอ โชคลาภ โดยเฉพาะนักเสี่ยงโชคทั้งหลาย ที่ทำการทาแป้งลงบนเสาและก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมีรูปลักษณะที่ปราฏกออกมาคล้ายกับตัวเลขต่างๆ ชาวบ้านก็นำตัวเลขที่เห็นไปตีเป็น เลขเด็ด และทำการไปซื้อล็อตเตอรี่ เพื่อเสี่ยงดวงกันมากมาย และก็ไม่น่าเชื่อที่มีชาวบ้านมากมายที่สมหวังตามคำขอ ถูกรางวัลน้อยใหญ่ และก็นำสิ่งของมากมาย มาแก้บน และเสาตกน้ำมันก็ถูกเป็นเรื่องเล่าต่อๆ กันมา

เมื่อมีข่าวว่าบ้านหลังไหนมีเสาตกน้ำมัน ก็จะมีชาวบ้านระแวกนั้นแวะเวียนไปเยี่ยมชมและกราบไหว้บูชากันอย่างหนาตา เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงขึ้นมาทันที แต่ในเรื่องความน่ากลัวก็มีเล่า ด้วยว่าตอนกลางดึกมีคนพบเห็นผู้หญิงที่มีรูปร่างสวยงาม แต่งตัวด้วยผ้าสไบ เดินวนไปมาอยู่แถวๆ เสาตกน้ำมัน หรือบ้างก็มีการมาเข้าฝันกับเจ้าของบ้านหรือชาวบ้านบางคนที่ไปกราบไหว้ ก็นำเรื่องที่พบเจอและฝันมาเล่าสู่กันฟัง สำหรับใครที่ชอบเรื่องลี้ลับ ก็ลองไปหาสถานที่ๆ มีเสาตกน้ำมันเพื่อดูความน่าประหลาดที่เกิดขึ้นนี้ได้ ไม้ที่ตกน้ำมันส่วนใหญ่จะเป็นไม้สัก ไม้ตะเคียน ซึ่งแต่ละชนิดก็มีความเชื่อเรื่องลี้ลับในตัวเองอยู่แล้ว

เสาตกน้ำมัน

สำหรับความเชื่อทางเรื่องลี้ลับแล้ว ทางวิทยาศาสตร์ ก็มีการนำเรื่องนี้ไปศึกษาและออกมาพูดว่าภายในไม้แต่ละต้น มียางของไม้อยู่ เมื่อถูกตัดและตากแดดร้อนๆ เป็นเวลานานทำให้ต้นไม้เหล่านั้น มีน้ำยางไหลออกมา ซึ่งก็จะคาดการณ์ได้ว่า เสาบ้านที่ชาวบ้านเรียกว่าเสาตกน้ำมันนั้นเป็นยางไม้ของต้นไม้เท่านั้น ที่สามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ถึงอย่างนั้น เสาตกน้ำมันก็ได้ให้โชคลาภ สำหรับชาวบ้านที่มากราบไหว้ ทำให้ชาวบ้านไม่ได้คิดถึงเรื่องของวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามการที่เราจะเชื่อสิ่งใดก็ควรเชื่อแต่พอควร ไม่มีใครผิดที่กราบไหว้ เสาตกน้ำมันเพราะเป็นความเชื่อของส่วนบุคคล และก็ไม่มีใครผิดที่คิดว่านั่นเป็นเพียงยางไม้ที่ไหลออกมา สุดท้ายแล้วอยู่ที่ความพอดีของแต่ละบุคคล

นี่ก็เป็นตำนานของเสาตกน้ำมัน ที่ทางเราได้นำมาเล่าสู่กันฟังทั้งทางความเชื่อและทางวิทยาศาสตร์ ใครที่คิดว่าเสาตกน้ำมันนั้นเกิดขึ้นเพราะความอาถรรพ์ ลี้ลับ เรื่องเหนือธรรมชาติหรือเป็นแค่เรื่องของธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้ ก็ร่วมแสดงความคิดเห็นกันเข้ามาได้ทางเว็บ หวยเลขเด็ด ของเราครั้งต่อไปจะนำเรื่องลี้ลับ ตำนาน ของอะไรก็รอติดตามพวกเราไว้ได้เลย